<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" version="2.0">
  <channel>
    <title><![CDATA[Blog]]></title>
    <link>https://www.siambodycare.com/blog/</link>
    <description><![CDATA[Blog]]></description>
    <pubDate>Mon, 07 Sep 2020 03:32:11 +0000</pubDate>
    <generator>Zend_Feed</generator>
    <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
    <item>
      <title><![CDATA[ 7 ทริคง่ายๆ แก้นิสัยขี้ลืม ]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/ammesia/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/7_.jpg" /></p>
<p>1. เขียนบันทึก อ่านปุ๊บจำได้ปั๊บ???? วิธีง่ายๆ ถ้ากลัวลืม การจดบันทึกเนี่ยแหละค่ะ จะเป็นตัวที่เตือนเราได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะกลัวเรื่องแพลนชีวิต นัดสำคัญ ไปจนถึง จดเบอร์โทรศัพท์, ที่อยู่เพื่อนฝูง, วันเกิด, ข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่คุณเป็น เป็นต้น ยิงถ้าเราได้จดทุกวันๆ ก็จะทำให้เกิดการจดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีขึ้น แต่อย่าลืมพกสมุดบันทึกติดตัวไปด้วบ และอย่าทำหายเชียว&nbsp;</p>
<p>2. บอกกับตัวเองดังๆ การพูดก็เหมือนกับจดบันทึก และที่ๆ ดีที่สุดที่จะพูดออกมาดังๆ ได้คือ ในห้องน้ำ ยามเช้าก่อนเริ่มออกจากบ้าน บอกออกมาเลยว่าวันนี้ฉันต้องทำอะไร อย่างเช่น &ldquo;วันนี้ก่อนกลับบ้าน ต้องแวะรับเสื้อ&rdquo; แล้วพูดออกมาดังๆ ซ้ำๆ กันหลายๆ หน ถ้าคิดว่ายังจำไม่ได้และเป็นกังวล ลองใช้แอพฯอัดเสียงบนสมาร์ทโฟน บันทึกคำพูดแทนก็ได้นะคะ&nbsp;</p>
<p>3. Post-it หรือ กระดาษโน้ต เดี๋ยวนี้มีแผ่นโน้ตเล็กๆ ที่ติดไว้ที่ไหนก็ได้ขายอยู่ทั่วไป ขนาดก็เหมาะกับการพกพา เวลาที่มีการนัดหมายหรือเวลาที่นึกขึ้นมาได้ว่าต้องทำอะไรในวันที่ยังมาไม่ถึง ให้เขียนสิ่งที่จะทำลงบนกระดาษโน้ต แปะไว้ในที่ๆ คุณต้องเห็นเป็นประจำ&nbsp;</p>
<p>4. เก็บข้าวของให้เป็นที่ เก็บของให้เป็นที่ในที่ที่ควรจะเป็น เช่น เก็บยาที่ต้องกินก่อนนอนไว้ที่โต๊ะข้างเตียง, ข้างขวดน้ำดื่ม,เ ก็บกุญแจไว้บนโต๊ะเล็กๆ ข้างประตูทางออก ช่วยให้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลานึกทุกครั้งที่จะใช้ข้าวของที่ว่า&nbsp;</p>
<p>5. ใช้ทริคช่วยจำ ทริคประเภทท่องจำ, คำย่อ, คำคล้องจอง อย่างเช่น ถ้าต้องทำอะไรหลายๆ อย่างในวันเดียว ลองใช้ตัวย่อ เช่น ฟ-ส-น-ม-อ (ทำฟัน-เอาหนังสือไปคืนเพื่อน-เติมน้ำมันรถ-จ่ายค่ามือถือ) ก็ได้&nbsp;</p>
<p>6. เข้าใจความถนัดของตัวเอง บางคนจำได้ดีเมื่อได้มองเห็น (จดบันทึก) บางคนจำได้ดีกว่าเมื่อได้ยินเสียง (พูดดังๆ/อัดเทป) แต่ก็มีบางคนจะจำได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฎิบัติหรือมีประสบการณ์ร่วม (เขียน/ทำ)&nbsp;</p>
<p>7. ร่างกายแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ความจำก็แข็งแรง ดูแลตัวเองให้ดี กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง ความจำก็จะดีไปด้วย</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[5 อาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวไว]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/food/</link>
      <description><![CDATA[<p>หากเรารับประทานอาหารที่เร่งการเกิดปฏิกิริยาทั้งสองมากๆ จะส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็ว หรือพูดง่ายๆ ว่าอาหารเหล่านี้คือ อาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวไวนั่นเอง&nbsp;</p>
<p>1. น้ำตาล การรับประทานอาหารหวานๆ มากเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว โมเลกุลของน้ำตาลเข้าจับกับคอลลาเจน ด้วยปฏิกริยา &lsquo;ไกลเคชั่น&rsquo; ทำให้คอลลาเจนที่ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ผิวหมองแลดูไม่สดใส&nbsp;</p>
<p>2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท นอกจากจะทำให้ผิวแห้ง ขาดน้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายคอลลาเจน และอิลาสตินซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญให้ผิวเด้งดึ๋ง&nbsp;</p>
<p>3. คาแฟอีนในชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากได้รับมากไป จะรบกวนการนอน ทำให้หลับไม่สนิท โกรทฮอร์โมนซึ่งควรจะหลั่งมาซ่อมแซมร่างกายยามหลับ จะหลั่งออกมาได้ไม่ดี ส่งผลให้ผิวไม่สดใสยามเช้า&nbsp;</p>
<p>4. เนื้อแปรรูป (processed meats) เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน ลูกชิ้น มีสารโซเดียมไนไตรท์ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เร่งกระบวนการแก่ของเซลล์ผิวจากปฏิกริยาอ็อกซิเดชั่น&nbsp;</p>
<p>5. ไขมันทรานส์ (Trans fat) นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว ยังส่งผลให้ผิวถูกทำร้ายจากรังสียูวีได้ง่ายขึ้น ไขมันทรานส์พบได้ในมาการีน ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูปต่างๆ อาหารทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด&nbsp;</p><img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/5_.jpg" alt="" />]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[สุดยอดอาหารมีคอลลาเจนสูง]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/collagen/</link>
      <description><![CDATA[<p>1. แตงกวา หนึ่งในผักที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง ในแตงกวาอุดมไปด้วยกำมะถันที่มีส่วนสำคัญในการใช้สร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาปัญหาผิวอื่นๆ เช่น รอยแดงจากสิว รอยดำ ริ้วรอย และลดปัญหาสิวอุดตันลงได้</p>
<p>2. ผักผลไม้สีแดง ผักหรือผลไม้ที่มีสีแดง ล้วนอุดมไปด้วยไลโคปีนซึ่งถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล เชอร์รี่ เบอร์รี่ มันฝรั่งแดง และมะเขือเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มและขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ</p>
<p>3. ส้มและมะนาว ส้มและมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ แก้ปัญหาผิวไหม้ และช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวได้เป็นอย่างดี</p>
<p>4. แครอท ผักสีส้มซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินเอที่มีประโยชน์ต่อสายตาและยังกระตุ้นร่างกายให้ผลิตคอลลาเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยปรับสมดุลของอีลาสติน ทำให้ผิวไม่แห้งเกินไป ไม่เพียงเท่านั้น ในแครอทยังมีสารฟอลคารินอลที่ช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย</p>
<p>5. ถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกชนิด ถือเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไอโซฟลาโวน โดยมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมผิวพรรณให้แข็งแรงขึ้น</p>
<p>6. น้ำมันอะโวคาโด ภายในอะโวคาโดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี ดี กรดลิโนเลอิก กรดโอเลอิก ไฟโตสเตอรอล และเลซิติน เมื่อสกัดมาเป็นน้ำมัน ก็จะยิ่งซึมซาบเข้าสู่ผิวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>7. กะหล่ำปลี ผักชนิดนี้มีสารที่เรียกว่า ลูติน (lutein) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 แมงกานีส โฟเลท แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และธาตุเหล็ก</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ 6 สัญญาณเตือนว่าเรา ขาดสารอาหาร]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/malnutrition/</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ผมร่วง มักเกิดจากการขาดสารอาหารหลายชนิดเช่น โปรตีน วิตามินบีต่างๆ วิตามินเอ วิตามินอี และ โอเมก้า3 จากน้ำมันปลา&nbsp;</p>
<p>2. อาการคันที่ผิวหนัง ผิวหนังแห้งลอก มักพบว่าสัมพันธ์กับผิวที่แห้งและไวต่อสิ่งเร้า เราควรเสริมด้วยวิตามินอี โอเมก้า3 จากน้ำมันปลา จะช่วยทำให้อาการต่างๆดีขึ้น&nbsp;</p>
<p>3. กระดูกพรุน กระดูกบาง มักพบในรายที่ขาดแคลเซี่ยมและวิตามินดี&nbsp;</p>
<p>4. หลงลืมง่าย อาการหลงลืมง่ายมักมีความสัมพันธ์กับระดับวิตามินบีรวมในร่างกาย โอเมก้า3 (มี DHA บำรุงสมอง ซึ่งได้จากน้ำมันปลา บางครั้งอาจมีความสัมพันธ์กับระดับโฮโมซีสเทอีนที่มากเกินไป&nbsp;</p>
<p>5. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย มักพบในรายที่ขาดวิตามินบีต่างๆ ธาตุเหล็ก แร่ธาตุโซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม</p>
<p>6. ท้องผูก มักพบความสัมพันธ์กับการทานเส้นใยจากพืชผักน้อยเกินไป และมีความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร เราสามารถเติมจุลินทรีย์ชนิดที่ดี (Probiotics) ได้ จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[5 อาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวไว]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/food1/</link>
      <description><![CDATA[<p>หากเรารับประทานอาหารที่เร่งการเกิดปฏิกิริยาทั้งสองมากๆ จะส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็ว หรือพูดง่ายๆ ว่าอาหารเหล่านี้คือ อาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวไวนั่นเอง&nbsp;</p>
<p>1. น้ำตาล การรับประทานอาหารหวานๆ มากเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว โมเลกุลของน้ำตาลเข้าจับกับคอลลาเจน ด้วยปฏิกริยา &lsquo;ไกลเคชั่น&rsquo; ทำให้คอลลาเจนที่ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ผิวหมองแลดูไม่สดใส&nbsp;</p>
<p>2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท นอกจากจะทำให้ผิวแห้ง ขาดน้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายคอลลาเจน และอิลาสตินซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญให้ผิวเด้งดึ๋ง&nbsp;</p>
<p>3. คาแฟอีนในชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากได้รับมากไป จะรบกวนการนอน ทำให้หลับไม่สนิท โกรทฮอร์โมนซึ่งควรจะหลั่งมาซ่อมแซมร่างกายยามหลับ จะหลั่งออกมาได้ไม่ดี ส่งผลให้ผิวไม่สดใสยามเช้า&nbsp;</p>
<p>4. เนื้อแปรรูป (processed meats) เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน ลูกชิ้น มีสารโซเดียมไนไตรท์ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เร่งกระบวนการแก่ของเซลล์ผิวจากปฏิกริยาอ็อกซิเดชั่น&nbsp;</p>
<p>5. ไขมันทรานส์ (Trans fat) นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว ยังส่งผลให้ผิวถูกทำร้ายจากรังสียูวีได้ง่ายขึ้น ไขมันทรานส์พบได้ในมาการีน ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูปต่างๆ อาหารทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด&nbsp;</p><img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/5_.jpg" alt="" />]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ลมหลับ ความลับของคนนอนไม่พอ]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/Narcolepsy/</link>
      <description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันแม้ว่ายังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่เหมือนคนปกติได้ สาเหตุของโรค ยังไม่ทราบแน่ชัด โรคนี้มีความผิดปกกติที่สมองควบคุมการหลับและตื่น</p>
<p>โดยมีการหลับแทรกเข้ามาในขณะที่ยังตื่นอยู่ อาการของโรคเช่น ง่วงนอนตลอดเวลา แขนขาอ่อนแรงขณะจะตื่น(ผีอำ) เห็นภาพลวงตาช่วงที่จะหลับ โรคนี้ไม่ใช่โรคทางจิตเวช พบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย</p>
<p>จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยบางรายมีสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า hypocretin ต่ำกว่าปกติ นักวิจัยบางรายได้เสนอว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยภายนอกบางอย่าง อาการของโรค ง่วงนอนมากผิดปกติ มักเป็นอาการแรกของผู้ป่วยโรคนี้ ผู้ป่วยจะหลับในสถานการณ์ต่างๆเช่น ในห้องเรียน หลังอาหาร โรงภาพยนต์ ขณะเขียนหนังสือ หรือแม้แต่ขณะกำลังสนทนา การนอนช่วงสั้นๆจะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้</p>
<p>Cataplexy (ผลอยหลับ คือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง คอตก เวลาที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เป็นต้น) Sleep paralysis (ผีอำ) เป็นภาวะที่ไม่สามารถขยับตัวได้ขณะกำลังจะตื่น(คล้ายผีอำ) เป็นอาการที่น่าตกใจแต่ไม่อันตราย Hypnagogic hallucination (เห็นภาพหลอนขณะกำลังจะหลับ) เห็นภาพหลอนขณะที่กำลังจะหลับโดยอาจเห็นเป็นสัตว์ประหลาดหรือสิ่งที่น่ากลัวต่างๆได้</p>
<p>อาการอื่นๆของโรค พฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้สึกตัว ขณะหลับอาจทำกิจกรรมต่างๆได้ เช่น ขับรถ ทำอาหาร ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ นอนไม่หลับในเวลากลางคืน สมองควบคุมการหลับตื่นผิดปกติทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืนได้ ไม่มีสมาธิ ปวดศีรษะ ขี้ลืม ซึมเศร้า การปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม ตื่น-นอนในเวลาเดียวกันในทุกๆวัน ผ่อนคลายร่างกายก่อนเข้านอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หากเกิดอาการขึ้น เช่น ขับรถ ทำอาหาร</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[รู้ก่อนเป็น ภูมิแพ้ตัวเอง]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/SLE/</link>
      <description><![CDATA[<p>แต่อันที่จริงสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่แหละที่นำไปสู่โรคที่อันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่รีบเข้ารับการรักษา โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง เป็นอย่างไร? โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง SLE ลูปัส หรือโรคพุ่มพวง เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันต้านทานผิดปกติ โดยเข้าไปต่อต้านเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เป็นผลทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในบริเวณนั้น ใครที่เสี่ยงเป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง? แม้ว่าโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง เอสแอลอี หรือลูปัส จะไมได้พบกันบ่อยๆ แต่ก็พบได้เรื่อยๆ พบได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แม้ว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้</p>
<p>แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติอยู่หลายประการ</p>
<p>- พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย</p>
<p>- ความผิดปกติจากพันธุกรรม (ชนิดที่ถ่ายทอดได้)</p>
<p>- ติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือไวรัสบางชนิด</p>
<p>- มีอาการแพ้กับสิ่งต่างๆ</p>
<p>- สูบบุหรี่</p>
<p>- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาป้องกันการชัก ยาคุมกำเนิด ยาลดน้ำหนักบางชนิด</p>
<p>- เครียด ทำงานหนัก ออกกำลังกายมากเกินไป อาการของโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง</p>
<p>สัญญาณอันตรายที่เป็นอาการเริ่มต้นของโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง มีหลากหลายอาการขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดความผิดปกติจนมีอาการอักเสบในระยะแรก ไปจนถึงระยะเรื้อรังที่อาจเริ่มเกี่ยวพันกับอวัยวะส่วนอื่นๆ</p>
<p>อาการผิดปกติทั่วไปที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผอมลง อาการทางผิวหนัง เช่น มีผื่นแดง มักขึ้นบริเวณใบหน้า ช่วงตรงกลาง และโหนกแก้มทั้งสองข้าง รูปร่างคล้ายผีเสื้อ และอาจมีอาการผมร่วงด้วย</p>
<p>อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อาจไม่มีอาการบวมแดง แต่ปวดได้ทุกส่วนที่มีข้อ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อนิ้ว อาการทางปอด เช่น เจ็บหน้าอก ไอ ปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ มีน้ำในปอด เหนื่อยง่าย เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไปจนถึงหัวใจเต้นผิดปกติ</p>
<p>อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร อาการทางไต ความดันโลหิตสูง เช่น ขาบวม จากการบวมน้ำ</p>
<p>อาการทางระบบโลหิต เช่น โลหิตจาง ภาวะซีด ความดันโลหิตต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ หลอดเลือดอักเสบ อาจจะพบเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ทั่วตัวคล้ายไข้เลือดออก</p>
<p>อาการทางระบบประสาท เช่น มีอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรง ไม่มีสมาธิ เครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาในการจำ สับสน เห็นภาพหลอน</p>
<p>โดยอาจเป็นผลข้างเคียงมาจากอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบอีกทีได้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคพุ่มพวง ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายใน ได้แก่ เลือด อาจเกิดภาวะโลหิตจาง เสี่ยงต่อการเสียเลือด การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอด อาจเกิดเยื่อหุ้มปอดอักเสบที่สร้างความเจ็บปวดในขณะหายใจ และเสี่ยงต่อปอดอักเสบได้ ไต อาจเกิดความเสียหายจากการอักเสบภายใน หรืออาจเกิดภาวะไตวายที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต หัวใจ&nbsp;</p>
<p>เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดแดง และเยื่อหุ้มหัวใจ เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน สมองและระบบประสาทส่วนกลาง อาจเกิดอาการที่มีความรุนแรงน้อยไปจนรุนแรงมาก ตั้งแต่ปวดหัว เวียนหัว มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มีปัญหาด้านความจำ ประสาทหลอน เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ตลอดจนเกิดภาวะชัก นอกจากนี้</p>
<p>ผู้ป่วยโรคพุ่มพวงยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันเอง และจากการรักษาโรคที่ต้องรับประทานยาลดการทำงานของภูมิคุ้มกันลง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด</p>
<p>รวมถึงเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ และการแท้งลูกในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์</p>
<p>การป้องกันโรคพุ่มพวง</p>
<p>แม้ยังไม่มีวิธีการป้องกันโรคพุ่มพวงได้ แต่คนทั่วไปสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ อย่างการดูแลสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ตากแดดที่ร้อนจ้าหรือเป็นเวลานาน และหลีกเลี่ยงสารเคมีเป็นพิษในชีวิตประจำวัน</p>
<p>ส่วนผู้ที่ป่วยด้วยโรคพุ่มพวง สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับการป่วยอย่างเข้าใจ และลดการกำเริบของโรคได้โดย รับประทานยาตามกำหนด ไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการกำเริบ ควบคุมอาหาร รับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสกับแสงแดด และสารเคมี ออกกำลังกายอย่างพอดี หลีกเลี่ยงการใช้แรงหรือออกกำลังกายในขณะที่มีอาการกำเริบ รักษาสุขภาพจิต เรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครีด</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[อันตราย ชาปลายมือ ปลายเท้า]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/Beriberi/</link>
      <description><![CDATA[<p>สาเหตุของ &lsquo;อาการมือเท้าชา&rsquo; จากปลายประสาทอักเสบ จริงๆ แล้วอาการชานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นประสาทเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ เกิดจากการกดทับในบริเวณต่างๆ เป็นเวลานาน รวมถึงสาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก หรือการดื่มสุรามากเกินไป แต่ในคนไทยโดยมากเกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน และมีการขาดวิตามินที่จำเป็นในร่างกายได้แก่ วิตามิน B1, B6 และ B12 เพราะน้ำตาลที่อยู่ในเลือดจะไปทำลายวิตามินที่อยู่ในร่างกาย รวมถึงมีการบริโภคอาหารที่มีวิตามินดังกล่าวไม่เพียงพอ</p>
<p>อาการมือเท้าชาสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น</p>
<p>1. นั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน</p>
<p>2. มีระดับแร่ธาตุ และวิตามินผิดปกติ เช่น ขาดวิตามิน บี 1-6-12</p>
<p>3. โรคบางโรค เช่น โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท งูสวัด เบาหวาน ปวดศีรษะไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง และ Raynaud's phenomenon</p>
<p>4. ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นบ่อยจากการใช้ยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสี</p>
<p>การป้องกันโรคปลายประสาทอักเสบที่ทำได้ง่ายๆ</p>
<p>1. ทานอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ มากขึ้น</p>
<p>2. ทานอาหารที่มีวิตามินบีอ 1-6-12 ย่างเพียงพอ เช่น ธัญพืช ไข่ เนื้อปลา</p>
<p>3. หลีกเลี่ยงการทานรสจัด โดยเฉพาะรสหวาน ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน</p>
<p>4พยายามอย่านั่งอยู่ในท่าเดียวนานๆ หรือกดทับอวัยวะ</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ปิ้งกับย่าง ต่างกันแค่ไหน]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/toast/</link>
      <description><![CDATA[<p>การปิ้ง</p>
<p>วิธีการนี้ใช้กับของแห้ง ของที่ไม่ใช่ชิ้นเนื้อสดๆ ที่ต้องใช้เวลาในการทำสุกนาน เช่นปลาหมึกบดแห้งตามรถเข็น ไข่ที่ผ่านการทำสุกมาแล้ว ข้าวเหนียวที่สุกอยู่แล้ว หรือกล้วย สิ่งนี้เรียกว่าปิ้งทั้งหมด</p>
<p>การย่าง</p>
<p>คือการทำอาหารให้สุกโดยอาหารนั้นเป็นของสด เนื้อสดๆ หมูสดๆ เนื้อแดงๆ ที่ต้องใช้เวลาไน้การย่างนานจนกว่าจะสุกถุงเนื้อใน ถึงแม้ว่าจะเนื้อนั้นจะสุกแล้วก็ตามเนื้อด้านในยังคงนิ่ม ฉ่ำน้ำเล็กน้อย แบบนี้ถึงจะเรียกว่าอย่าง</p>
<p>ถ้าอ่านให้ละเอียดจะเห็นว่า &ldquo;ปิ้ง&rdquo; กับ &ldquo;ย่าง&rdquo; มีความแตกต่างกันในรายละเอียด คือปิ้งไว้ใช้กับอาหารแห้งหรือสิ่งที่กินได้อยู่แล้ว อย่างเช่น กล้วย ไข่ ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ส่ิงเหล่านี้คือการปิ้ง เรามักได้ยินคำว่า กล้วยปิ้ง ไข่ปิ้ง ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเหนียวปิ้ง แต่ไม่ชินหูกับคำว่ากล้วยย่าง ไข่ย่าง ลูกชิ้นย่าง ข้าวเหนียวย่าง ถูกมะ แต่สำหรับย่าง เรามักใช้กับอาหารที่สด รับประทานแบบดิบๆ ไม่ได้ และนั่นทำให้ต้องใช้เวลานานในการทำให้สุกถึงเนื้อใน สุกให้ทั่วถึงทุกอณู</p>
<p>จนบางครั้งก็มีการไหม้เกรียมเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น เนื้อย่าง หมูย่าง ไก่ย่าง กุ้งย่าง กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยนี้ก็มักนำไปใช้สลับกัน อย่างข้าวเหนียวหมูปิ้ง เหล้ายาปลาปิ้ง ผักย่างเสียบไม้ เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิด เพราะเข้าใจในความหมาย แต่หากยึดตามราชบัณทิตยสถานจริงๆ นั้น ควรใช้ให้ถูกต้องตามที่กล่าวไว้</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ใจเต้นแรงบอกอะไร?]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/heart/</link>
      <description><![CDATA[<p>อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ ขณะพักจะอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที กรณีที่หัวใจเต้นเร็วคือ สูงกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป</p>
<p>ปัจจัยที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว</p>
<p>1.การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา</p>
<p>2.ภาวะซีดหรือภาวะโรคเลือดอื่น ๆ</p>
<p>3.โรคไทรอยด์</p>
<p>4.โรคหัวใจ</p>
<p>5.ความเครียด วิตกกังวล</p>
<p>6.เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชา</p>
<p>7.ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการคัดจมูก</p>
<p>&nbsp; หัวใจเต้นเร็วที่ไม่ใช่โรคหัวใจ ในคนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ ไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่มีภาวะความดันสูง ไขมันสูง เป็นไปได้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้น้อยมาก แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เช่น ภาวะซีดหรือมีภาวะโรคเลือดอื่น ๆ หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ</p>
<p>&nbsp; ซึ่งหากรักษาจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหัวใจเต้นเร็วก็จะดีขึ้นตามลำดับ หากมีภาวะซีดที่ไม่รุนแรงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่พบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง</p>
<p></p>
<p></p>
<p></p>
<p></p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ลูทีน ชะลอตาเสื่อม]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/lutein/</link>
      <description><![CDATA[<p>&nbsp; ลูทีนเป็นสารอาหารในกลุ่มเดียวกับเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอที่พบได้มากในผักและผลไม้หลายชนิด เช่น ผักปวยเล้ง บร็อคโคลี่ คะน้า ข้าวโพด กีวี่ องุ่น ส้ม เป็นต้น เชื่อกันว่าการกินผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากลูทีนนานาประการ</p>
<p>&nbsp; นอกจากนี้ หลายคนยังนิยมกินอาหารเสริมหรือวิตามินรวมที่มีลูทีนเป็นส่วนประกอบเพื่อสรรพคุณทางยา ซึ่งปรากฏผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสุขภาพของลูทีนในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้ บำรุงสายตา เนื่องจากลูทีนเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดสำคัญที่มีอยู่ในจอประสาทตาของมนุษย์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเม็ดสีจอประสาทตา มีหน้าที่กรองแสงและป้องกันดวงตาจากแสงแดดหรือคลื่นแสงพลังงานสูงอย่างรังสีอัลตราไวโอเลต</p>
<p>&nbsp; นักวิจัยหลายคนจึงเชื่อว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการมองเห็นและบำรุงสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะแก้วตาและจอประสาทตา งานวิจัยชิ้นหนึ่งพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้โดยแบ่งผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะแรกออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับอาหารเสริมแตกต่างกันไปเป็นระยะเวลา 2 ปี ได้แก่ ลูทีน 10 มิลลิกรัม ลูทีน 20 มิลลิกรัม ลูทีนและซีแซนทีน หรือไม่ได้กินอาหารเสริมชนิดใดทั้งสิ้น ผลการตรวจสุขภาพดวงตาหลังจากนั้นพบว่าผู้ที่กินลูทีนทั้ง 2 กลุ่ม มีจำนวนเม็ดสีในจอประสาทตาเพิ่มขึ้น รวมทั้งจอตามีความไวต่อแสงมากขึ้นพอ ๆ กัน การบริโภคอาหารเสริมลูทีนวันละ 10 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลานานจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะแรก</p>
<p>&nbsp; การศึกษาทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในดวงตาส่งผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของคนเรา การได้รับสารอาหารดังกล่าวในปริมาณมากจึงอาจช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในที่มืดสลัว ดังปรากฏในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนขับรถที่มีสุขภาพดีกินอาหารเสริมลูทีนวันละ 20 มิลลิกรัมแล้ววัดปริมาณเม็ดสีในจอตาและประสิทธิภาพในการมองเห็น</p>
<p>&nbsp; ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่กินลูทีนมีระดับเม็ดสีในจอประสาทตามากขึ้นและมีคะแนนการประเมินความคมชัดและความสว่างในการมองเห็นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินลูทีน</p>
<p>&nbsp; จึงกล่าวได้ว่าลูทีนอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืดและส่งผลให้ขับรถตอนกลางคืนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาในด้านนี้โดยเฉพาะเจาะจงกับลูทีนนั้นถือว่ายังมีจำนวนน้อย งานวิจัยหลายชิ้นทดลองโดยใช้อาหารเสริมลูทีนผสมกับอาหารเสริมชนิดอื่นที่อาจมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพดวงตาเช่นกัน เช่น วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น</p>
<p>&nbsp; ปัจจุบันจึงไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าลูทีนมีสรรพคุณช่วยในการมองเห็นและบำรุงดวงตามากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ การบริโภคอาหารเสริมลูทีนร่วมกับโอเมก้า 3 อาจไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม ดังปรากฏในงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าการกินอาหารเสริมลูทีนและซีแซนทีนร่วมกับกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคจอประสาทตาเสื่อมแต่อย่างใด</p>
<p>&nbsp; <img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/SBC_lutein_WEB_resize_840x469.png" />เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่าการกินอาหารเสริมลูทีนร่วมกับกรดโอเมก้า 3 ติดต่อกัน 6 เดือนไม่ช่วยให้ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมมาก่อนมีการมองเห็นที่ดีขึ้น โดยสันนิษฐานว่ากรดโอเมก้า 3 จะไปลดประสิทธิภาพของลูทีนในการเสริมสร้างการมองเห็นและการบรรเทาอาการของโรคดังกล่าว</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ใจเต้นแรงบอกอะไร?]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/heart2/</link>
      <description><![CDATA[<p><img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/SBC_heartbeat_WEB_resize_840x469.png" />อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ ขณะพักจะอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที กรณีที่หัวใจเต้นเร็วคือ สูงกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป</p>
<p>ปัจจัยที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว</p>
<p>1.การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา</p>
<p>2.ภาวะซีดหรือภาวะโรคเลือดอื่น ๆ</p>
<p>3.โรคไทรอยด์</p>
<p>4.โรคหัวใจ</p>
<p>5.ความเครียด วิตกกังวล</p>
<p>6.เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชา</p>
<p>7.ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการคัดจมูก</p>
<p>&nbsp; หัวใจเต้นเร็วที่ไม่ใช่โรคหัวใจ ในคนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ ไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่มีภาวะความดันสูง ไขมันสูง เป็นไปได้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้น้อยมาก แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เช่น ภาวะซีดหรือมีภาวะโรคเลือดอื่น ๆ หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ</p>
<p>&nbsp; ซึ่งหากรักษาจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหัวใจเต้นเร็วก็จะดีขึ้นตามลำดับ หากมีภาวะซีดที่ไม่รุนแรงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่พบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง</p>
<p></p>
<p></p>
<p></p>
<p></p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ลูทีน ชะลอตาเสื่อม]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/lutein1/</link>
      <description><![CDATA[<p>&nbsp; ลูทีนเป็นสารอาหารในกลุ่มเดียวกับเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอที่พบได้มากในผักและผลไม้หลายชนิด เช่น ผักปวยเล้ง บร็อคโคลี่ คะน้า ข้าวโพด กีวี่ องุ่น ส้ม เป็นต้น เชื่อกันว่าการกินผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากลูทีนนานาประการ</p>
<p>&nbsp; นอกจากนี้ หลายคนยังนิยมกินอาหารเสริมหรือวิตามินรวมที่มีลูทีนเป็นส่วนประกอบเพื่อสรรพคุณทางยา ซึ่งปรากฏผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสุขภาพของลูทีนในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้ บำรุงสายตา เนื่องจากลูทีนเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดสำคัญที่มีอยู่ในจอประสาทตาของมนุษย์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเม็ดสีจอประสาทตา มีหน้าที่กรองแสงและป้องกันดวงตาจากแสงแดดหรือคลื่นแสงพลังงานสูงอย่างรังสีอัลตราไวโอเลต</p>
<p>&nbsp; นักวิจัยหลายคนจึงเชื่อว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการมองเห็นและบำรุงสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะแก้วตาและจอประสาทตา งานวิจัยชิ้นหนึ่งพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้โดยแบ่งผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะแรกออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับอาหารเสริมแตกต่างกันไปเป็นระยะเวลา 2 ปี ได้แก่ ลูทีน 10 มิลลิกรัม ลูทีน 20 มิลลิกรัม ลูทีนและซีแซนทีน หรือไม่ได้กินอาหารเสริมชนิดใดทั้งสิ้น ผลการตรวจสุขภาพดวงตาหลังจากนั้นพบว่าผู้ที่กินลูทีนทั้ง 2 กลุ่ม มีจำนวนเม็ดสีในจอประสาทตาเพิ่มขึ้น รวมทั้งจอตามีความไวต่อแสงมากขึ้นพอ ๆ กัน การบริโภคอาหารเสริมลูทีนวันละ 10 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลานานจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะแรก</p>
<p>&nbsp; การศึกษาทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในดวงตาส่งผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของคนเรา การได้รับสารอาหารดังกล่าวในปริมาณมากจึงอาจช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในที่มืดสลัว ดังปรากฏในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนขับรถที่มีสุขภาพดีกินอาหารเสริมลูทีนวันละ 20 มิลลิกรัมแล้ววัดปริมาณเม็ดสีในจอตาและประสิทธิภาพในการมองเห็น</p>
<p>&nbsp; ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่กินลูทีนมีระดับเม็ดสีในจอประสาทตามากขึ้นและมีคะแนนการประเมินความคมชัดและความสว่างในการมองเห็นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินลูทีน</p>
<p>&nbsp; จึงกล่าวได้ว่าลูทีนอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืดและส่งผลให้ขับรถตอนกลางคืนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาในด้านนี้โดยเฉพาะเจาะจงกับลูทีนนั้นถือว่ายังมีจำนวนน้อย งานวิจัยหลายชิ้นทดลองโดยใช้อาหารเสริมลูทีนผสมกับอาหารเสริมชนิดอื่นที่อาจมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพดวงตาเช่นกัน เช่น วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น</p>
<p>&nbsp; ปัจจุบันจึงไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าลูทีนมีสรรพคุณช่วยในการมองเห็นและบำรุงดวงตามากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ การบริโภคอาหารเสริมลูทีนร่วมกับโอเมก้า 3 อาจไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม ดังปรากฏในงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าการกินอาหารเสริมลูทีนและซีแซนทีนร่วมกับกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคจอประสาทตาเสื่อมแต่อย่างใด</p>
<p>&nbsp; <img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/SBC_lutein_WEB_resize_840x469.png" />เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่าการกินอาหารเสริมลูทีนร่วมกับกรดโอเมก้า 3 ติดต่อกัน 6 เดือนไม่ช่วยให้ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมมาก่อนมีการมองเห็นที่ดีขึ้น โดยสันนิษฐานว่ากรดโอเมก้า 3 จะไปลดประสิทธิภาพของลูทีนในการเสริมสร้างการมองเห็นและการบรรเทาอาการของโรคดังกล่าว</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 24 Jun 2020 03:40:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ตอน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แครนเบอรี่ช่วยได้]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/cranberry/</link>
      <description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp;ในกรณีรุนแรงอาจปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งนอกจากจะทรมานแล้ว ยังทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันด้วย เพราะบางคนไม่ได้เป็นครั้งเดียว แต่เป็น ๆ หาย ๆ หรือเรื้อรัง&nbsp;</p>
<p>&nbsp; &nbsp;แครนเบอร์รี มีการศึกษาพบว่าการรับประทานน้ำแครนเบอร์รี หรือสารสกัดจากแครนเบอร์รี (ในกรณีที่กังวลเรื่องความหวาน . ????การเพิ่มของแคลอรีและระดับน้ำตาลในเลือดจากน้ำแครนเบอร์รี) ช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้</p>
<p>&nbsp; &nbsp;เนื่องจาก แครนเบอร์รี ประกอบด้วย กรด quinic ที่ช่วยเพิ่มระดับของกรด hippuric ในปัสสาวะซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีสาร proanthocyanidins มีผลรบกวนการเกาะของเชื้อแบคทีเรียที่กระเพาะปัสสาวะซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</p>
<p>&nbsp; &nbsp;แครนเบอร์รียังมีประโยชน์ในแง่อื่น เช่น ประโยชน์ต่อผิวพรรณ แครนเบอร์รีประกอบด้วยวิตามินซีและวิตามินเอ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ&nbsp;</p>
<p>&nbsp; &nbsp;ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ และมี flavonoids ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในแง่การควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด และการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด</p>
<p>&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากแครนเบอร์รี่ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ Helicobacter pylori ที่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะ เป็นต้น</p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 22 Jun 2020 03:49:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[งีบกลางวัน ดีอย่างไร?]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/nap/</link>
      <description><![CDATA[<p>1.ช่วยลดภาระการทำงานหนักของหัวใจลดอัตราการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลันได้ .</p>
<p>2.ลดวามเครียด เพราะเมื่อสมองได้พัก จะทำให้คิดงานง่ายขึ้น ช่วยให้สมองสดใส สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น .</p>
<p>3.เพิ่มพลัง เมื่อคุณนอนไม่เพียงพอ สมองก็จะอ่อนล้า ทั้งนี้การได้งีบหลับในช่วงกลางวันสามารถช่วยลดความรู้สึกดังกล่าวได้ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น .</p>
<p>4.สมองอาจจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดี รวมถึงจดจำคำพูด การรับรู้สิ่งต่างๆ หรือทักษะการเคลื่อนไหวได้ดี .</p>
<p>5.เพิ่มความพร้อมให้กับร่างกายเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไป เช่น ออกกำลังกาย การทำงาน เป็นต้น</p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 09 Jun 2020 10:45:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ประโยชน์หลากหลายจากไบโอติน]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/Biotin/</link>
      <description><![CDATA[<p>&nbsp; ไบโอตินพบได้ในอาหารประเภทใดบ้าง? ไบโอตินพบได้ในอาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว ไข่แดง น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี เมล็ดพืชต่างๆ ยีสต์ ไข่ น้ำนม เนย โยเกิร์ต ผักต่างโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท และผลไม้ต่างๆ แม้ว่าไบโอตินจะพบได้ในอาหารหลายประเภท แต่มักจะพบในปริมาณที่น้อยกว่าวิตามินที่ละลายได้ในน้ำชนิดอื่นๆ</p>
<p>&nbsp; ถึงกระนั้นร่างกายมนุษย์ก็ต้องการไบโอตินต่อวันเป็นจำนวนน้อยมาก แค่ 100-150ไมโครกรัมเท่านั้น นอกจากนี้แบคทีเรียในลำไส้ยังสามารถสังเคราะห์ไบโอตินขึ้นมาได้เองอีกด้วย ดังนั้นหากมั่นใจว่าคุณทานอาหารที่มีประโยชน์ตามที่แนะนำไปด้านบนอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจจะหลีกเลี่ยงภาวะขาดไบโอตินไปได้อย่างอัตโนมัติ</p>
<p>ประโยชน์ของไบโอติน</p>
<p>1. ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ตามปกติ</p>
<p>2. ช่วยให้กล้ามเนื้อในกระเพาะและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>3. ช่วยบำรุงผิวหนัง ให้เปล่งปลั่ง เต่งตึง</p>
<p>4. ช่วยบำรุงเส้นผม ลดปัญหาการหลุดร่วงของเส้นผม</p>
<p>5. ช่วยบำรุงดวงตา และปากให้ชุ่มชื้น</p>
<p>6. ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p></p>
<p>อาการของผู้ที่ขาดไบโอติน</p>
<p>1. อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง และอาจเจ็บปวดกล้ามเนื้อ</p>
<p>2. คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น มีอาการเบื่ออาหาร</p>
<p>3.มีอาการทางระบบประสาท เช่น ซึมเศร้า ประสาทหลอน นอนไม่หลับ</p>
<p>4. เกิดความผิดปกของระบบผิว เช่น เป็นผื่นคัน โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา จมูก ปาก และ บริเวณอวัยวะเพศ ผิวแห้ง ผิวคล้ำ และเป็นจ้ำ การรับสัมผัสทางผิวพรรณผิดปกติ</p>
<p>5. มีปัญหาผมขาดหลุดร่วง</p>
<p>6. ระบบการเผาผลาญไขมันผิดปกติ การเผาผลาญไขมันน้อยลง ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง</p><img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/file_1.png" alt="" />]]></description>
      <pubDate>Tue, 09 Jun 2020 10:45:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[อาหารบำรุงสายตา]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/eye/</link>
      <description><![CDATA[<p>&nbsp; เชื่อหรือไม่ว่าสุขภาพร่างกายที่ดี การออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่พอ &ldquo;อาหารที่ดี&rdquo; ก็เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ส่งผลต่อร่างกาย แต่หากพูดถึงอวัยวะที่สำคัญอย่างดวงตาแล้ว แน่นอนว่ายุคนี้เป็นยุคที่เราใช้สายตามากที่สุด ไหนจะจ้องคอมพิวเตอร์ ตอบไลน์ แชทกับแฟน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ...ดวงตา บ่งบอกก่อนเลยว่าเราสุขภาพเป็นอย่างไร มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง</p>
<p>1.อาหารสีแดง ช่วยบำรุงสายตา ชะลอจอประสาทตาเสื่อม เพราะอาหารสีแดงมีสารซีแซนทีน ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย พบในผลโกจิเบอร์รี่ ดังนั้นใครที่ชอบผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แนะนำเลยทั้งรสชาติอร่อย ทั้งบำรุงสายตา</p>
<p>2. อาหารสีม่วง ยับยั้งปัญหาตามวัยสำหรับผู้สูงอายุ เพราะมีสารแอนโทไซยานิน และสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของสารสีที่ทำให้ตาพล่ามัวในช่วงวัยสูงอายุ มักพบในเปลือกมะเขือม่วง ดอกอัญชัน และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่</p>
<p>3. อาหารสีเขียว ช่วยป้องกันต้อกระจก เพราะมีสารลูทีน พบมากในพวกผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า และสวิสชาร์ด ถ้าทราบกันแล้ว อย่าลืมทานผักกันเยอะๆ นะ รับรองไม่อ้วน แถมยังมีประโยชน์ต่อทุกส่วนในร่างกายอีกด้วย</p>
<p>4. อาหารสีส้ม ป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน เพราะมีสารเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน พบได้ในผักสีส้มทุกชนิด เช่น &ldquo;แครอท&rdquo; ประโยชน์เยอะแบบนี้ พลาดไม่ได้แล้วที่จะเอามาทำอาหารสักหนึ่งเมนู</p>
<p>5. อาหารสีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก เพราะมีสารซีแซนทิน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องดวงตาคุณ ซึ่งสารเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับแสงส่วนเกินและป้องกันไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาของคุณ เช่น พริกหยวกเหลือง ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีวิตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า กินแล้วดีต่อสายตาแน่นอน</p>
<p></p>
<p></p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 09 Jun 2020 10:45:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เคล็ดลับโกงอายุ สาววัย30+]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/antiaging11/</link>
      <description><![CDATA[<p><img height="261" src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/_30_1.jpg" width="209" /></p>
<p></p>
<p></p>
<p>ว่ากันว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องจริง เพราะสาวๆ วัย 30+ ก็สามารถหน้าเด็กและดูอ่อนเยาว์ลงได้ด้วยเคล็ดลับที่เรานำมาฝากกัน โดยขอรับรองเลยว่าหากคุณสามารถทำได้ตามนี้ คุณจะมีใบหน้าที่สวยใส และดูอ่อนเยาว์ลงเหมือนเด็กอีกครั้งอย่างแน่นอน</p>
<p>1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&nbsp;</p>
<p>สาวๆ ควรออกกำลังกายครั้งละ 15-30 นาทีต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3-4 วัน โดยการออกกำลังกายจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ให้กับสาวๆ ทุกคน เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น จึงทำให้สาวๆ มีผิวพรรณดี สดใส และดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดนั่นเอง .</p>
<p>2. เลือกทานวิตามิน อาหารเสริมให้เหมาะสม</p>
<p>วิตามินที่ช่วยในเรื่องของการชะลอวัย เช่น วิตามินซี สารสกัดจากเม็ดองุ่น แอสต้าแซนธิน เป็นต้น จะได้สวยตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก อีกทั้งยังทำให้หน้าดูเด็กลง ดูใส นั่นเองค่ะ&nbsp;</p>
<p>3.เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์&nbsp;</p>
<p>อยากดูเด็กลง การดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอกก็สำคัญเช่นกัน ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้สด ที่อุดมด้วยวิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ว่าจะเป็นแครอท ผักโขม มะเขือเทศ ส้ม มะละกอ แอปเปิ้ล ทับทิม ฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ รวมถึงดื่มน้ำเปล่าให้มากเพียงพออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน งดน้ำสี น้ำหวานต่างๆ เท่านี้ ก็สวยสุขภาพดีจากภายในแล้ว แถมผิวพรรณก็จะดูเต่งตึง กระชับอยู่เสมอด้วย</p>
<p>4.กำจัดความเครียดให้หมดไป&nbsp;</p>
<p>ความเครียดเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ร่างกายมีสภาพทรุดโทรมและแก่ไวขึ้นด้วย ดังนั้นสาวๆ ที่อยากหน้าเด็กต้องรู้จักควบคุมและกำจัดความเครียดให้หมดไป . 5.เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเอง . นอกจากเราจะบำรุงจากภายในแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ภาพลักษณ์ภายนอก โดยสาวๆ ควรเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ภายนอก เพื่อให้ดูอ่อนเยาว์ลง ซึ่งทำได้ด้วยการเลือกสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส ในสไตล์ที่ไม่แก่ เช่นการสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์หรือเดรสบ้าง เปลี่ยนทรงผม และเทรนด์การแต่งหน้าให้ดูสดใส ก็จะช่วยลดอายุลงได้แล้ว</p>
<p></p>]]></description>
      <pubDate>Fri, 05 Jun 2020 10:45:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[จิ๋วแต่แจ๋ว! 10 ประโยชน์ของมะเขือเทศราชินี]]></title>
      <link>https://www.siambodycare.com/blog/tomato/</link>
      <description><![CDATA[<p><img src="https://www.siambodycare.com/media/wysiwyg/92245711_3039815912705550_5715705596632629248_o.jpg" /></p>
<p>ตอน จิ๋วแต่แจ๋ว! 10 ประโยชน์ของมะเขือเทศราชินี</p>
<p><span>1. ช่วยบำรุงผิวพรรณ&nbsp;</span><span class="text_exposed_show"><br />.<br /><span>เพราะในมะเขือเทศนั้นมีสารต</span><span class="word_break"></span><span>่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลด</span><span class="word_break"></span><span>และชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งว</span><span class="word_break"></span>ัยได้<br />.<br />2. รักษาสิว&nbsp;<br />.<br /><span>ก็เพราะวัยที่ฮอร์โมนเปลี่ย</span><span class="word_break"></span><span>นแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลายครั้งเกิดสิวขึ้นม</span><span class="word_break"></span><span>ากวนใจเราจนไม่ค่อยอยากโชว์</span><span class="word_break"></span><span>หน้าสดให้ใครเห็น คราวนี้ลองเอาน้ำของมะเขือเ</span><span class="word_break"></span><span>ทศราชินีมาพอกหน้า หรือจะฝานบางๆ แล้วนำมาปะบนใบหน้าบริเวณที</span><span class="word_break"></span><span>่เป็นสิว แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอา</span><span class="word_break"></span><span>ด แค่นี้ก็จะช่วยให้ผิวหน้าใส</span><span class="word_break"></span>&nbsp;ไร้สิว อ่อนนุ่มน่าสัมผัสอีกด้วย<br />.<br />3. ลดความอ้วน&nbsp;<br />.<br /><span>สำหรับคนที่กำลังอยู่ในคอร์</span><span class="word_break"></span><span>สการลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้ลองทานมะเขือเทศร</span><span class="word_break"></span><span>าชินีเลย เพราะนอกจากจะอุดมไปด้วยสาร</span><span class="word_break"></span><span>อาหารมากมาย รับรองว่าอยู่ท้องแบบที่ไม่</span><span class="word_break"></span><span>ต้องไปหาอย่างอื่นทานเพิ่มเ</span><span class="word_break"></span>ลยล่ะค่ะ<br />.<br /><br /><span>4. เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่าง</span><span class="word_break"></span>กาย&nbsp;<br />.<br /><span>โดยเฉพาะในมะเขือเทศราชินีท</span><span class="word_break"></span><span>ี่มีทั้งวิตามินซี และแคโรทีนอยด์ เห็นทีแบบนี้ คงต้องไปหามะเขือเทศราชินีม</span><span class="word_break"></span>าลองทานบ้างแล้วล่ะ<br />.<br />5. บำรุงสายตา&nbsp;<br />.<br /><span>เพราะว่าในมะเขือเทศราชินีน</span><span class="word_break"></span><span>ี้มีวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสาย</span><span class="word_break"></span><span>ตา สำหรับใครที่เป็นมนุษย์ยุคไ</span><span class="word_break"></span><span>อที ต้องจ้องคอมหรือสมาร์ทโฟนนา</span><span class="word_break"></span><span>นๆ แนะนำว่าให้ทานมะเขือเทศราช</span><span class="word_break"></span><span>ินี เพราะมันจะสามารถช่วยถนอมสุ</span><span class="word_break"></span><span>ขภาพสายตาของเราได้เป็นอย่า</span><span class="word_break"></span>งดีเลยล่ะค่ะ<br />.<br /><br /><span>6. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ</span><span class="word_break"></span>ัลไซเมอร์&nbsp;<br />.<br /><span>อย่างที่รู้ๆ กันว่าในมะเขือเทศราชินีนั้</span><span class="word_break"></span><span>นอุดมไปด้วยไลโคพีน ซึ่งเป็นอาหารของสมองที่สำค</span><span class="word_break"></span><span>ัญ และยังเป็นตัวช่วยในการต้าน</span><span class="word_break"></span>ความเสื่อมของเซลล์สมอง<br />.<br /><br />7. ขับถ่ายสะดวก&nbsp;<br />.<br /><span>เพราะในมะเขือเทศราชินีนั้น</span><span class="word_break"></span><span>มีวิตามิน และกากใยอาหารมากมาย ที่จะเข้าไปช่วยให้ระบบย่อย</span><span class="word_break"></span><span>อาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายท</span><span class="word_break"></span>ำงานได้คล่องขึ้น<br />.<br /><br /><span>8. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร</span><span class="word_break"></span>็กปากมดลูกในเพศหญิง&nbsp;<br />.<br /><span>มันยังสามารถช่วยลดความเสี่</span><span class="word_break"></span><span>ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก</span><span class="word_break"></span>ได้อีกด้วยนะ<br />.<br /><br /><span>9. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร</span><span class="word_break"></span>็งต่อมลูกหมากในเพศชาย&nbsp;<br />.<br /><span>เพราะในผลงานรวบรวมงานวิจัย</span><span class="word_break"></span><span>ทางคลินิกตีพิมพ์ในสหรัฐอเม</span><span class="word_break"></span><span>ริกา ปี พ.ศ. 2545-46 พบว่า การเลือกอาหารที่ถูกต้องอย่</span><span class="word_break"></span><span>าง มะเขือเทศราชินี จะสามารถช่วยลด และป้องกันการเกิดมะเร็งต่อ</span><span class="word_break"></span>มลูกหมากในเพศชายได้<br />.<br /><br /><span>10. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคห</span><span class="word_break"></span>ลอดเลือดหัวใจ&nbsp;<br />.<br /><span>งานวิจัยระบาดวิทยาหลายชิ้น</span><span class="word_break"></span><span>ชี้แนะว่า ผู้ที่มีปริมาณไลโคพีนในเลื</span><span class="word_break"></span><span>อดสูงจะลดความเสี่ยงต่อการเ</span><span class="word_break"></span>กิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้<br />.<br />By.Siambodycare<br />.<br /><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/siambodycare?epa=HASHTAG" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}">#siambodycare</a>&nbsp;<a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C?epa=HASHTAG" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}">#สยามบอดี้แคร์</a>&nbsp;<a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1?epa=HASHTAG" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}">#อาหารเสริม</a></span></p>]]></description>
      <pubDate>Thu, 30 Apr 2020 10:45:07 +0000</pubDate>
    </item>
  </channel>
</rss>
